เรื่องน่ารู้ ควรทราบ

ธุรกิจกำจัดปลวกสะพัด 8 พันล้าน

แต่สิ่งหนึ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือเรื่องการใช้สารเคมีกำจัดแมลง เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดของรัฐให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ไม่มีการวิจัยเกี่ยวกับการกำจัดปลวก และไม่มีมาตรฐานใดมารองรับเหมือนในต่างประเทศ ทั้งๆ เป็นอาชีพที่ใช้สารเคมีและมีผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์

ใครจะคาดคิดว่าธุรกิจนอกสายตา อย่างธุรกิจกำจัดปลวกจะมีเงินสะพัดกว่า 8,000 ล้านบาทต่อปี และมีการเติบโตอย่างเงียบๆ ปัจจัยอะไรที่ทำให้ธุรกิจนี้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง “สยามธุรกิจ” ฉบับนี้มีโอกาสได้สัมภาษณ์ สุทิยา ศิริเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศิริเจริญ โฮม เซอร์วิส จำกัด กูรูผู้ที่อยู่ในแวดวงธุรกิจกำจัดปลวกมากกว่า 10 ปี 

ปัจจุบันธุรกิจกำจัดปลวกมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มูลค่าตลาดเฉพาะ กรุงเทพฯ-ปริมณฑล จากบ้านพักอาศัย ประมาณ 1 ล้านหลัง คิดค่ากำจัดต่อหลังประมาณ 5,000 บาท และค่าเสียหายที่ต้องซ่อมแซมอีกประมาณ 3,000 ล้านบาท เท่ากับว่าธุรกิจนี้จะมีเงินสะพัดกว่า 8,000 ล้านบาท โดยพบว่ามีบริษัทที่ให้บริการกำจัดปลวกในระบบประมาณ 1,000-2,000 ราย แต่มีบริษัทเอกชนที่จดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ประมาณ 400 ราย ขณะที่มีบริษัทไม่ถึงครึ่งจดทะเบียนการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เหตุผล ที่เป็นเช่นนั้น เนื่องมาจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเข้ามากำกับหรือควบคุมบริษัทบริการจำกัดปลวก ทำให้ ในบางครั้งผู้บริโภคถูกเอาเปรียบ 

“มีบริษัทรายเล็กๆ จำนวนมากที่ใช้ราคามาเป็นตัวดึงดูดลูกค้า โดยใช้ส่วนผสมของน้ำยาสารเคมีกำจัดปลวก ที่น้อยหรือต่ำกว่ามาตรฐาน ส่งผลให้การจำกัดหรือป้องกันไม่มีประสิทธิภาพ สุดท้ายผู้บริโภคต้องเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์”

แต่สิ่งหนึ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือเรื่องการใช้สารเคมีกำจัดแมลง เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดของรัฐให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ไม่มีการวิจัยเกี่ยวกับการกำจัดปลวก และไม่มีมาตรฐานใดมารองรับเหมือนในต่างประเทศ ทั้งๆ เป็นอาชีพที่ใช้สารเคมีและมีผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์ เป็นอาชีพที่ต่างคนต่างทำ ไม่ต้องจบการศึกษาสูงอะไรมากมายก็เปิดให้บริการได้

เราจึงพยายามที่จะส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเพื่อให้ผู้บริโภคตระหนักถึงภัยและความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินจากปลวกและแมลงด้วยการชูจุดขายระบบกำจัดปลวกที่ใช้ตัวยาและผลิตภัณฑ์ไม่มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม ปลอดภัยต่อผู้อยู่อาศัย 3 ระบบใน 1 หลัง คือระบบวางท่อหัวฉีด 360 องศา ที่พัฒนาขึ้นจากประสบการณ์ทำงานกว่า 10 ปี ระบบฉีดพ่นและอัดน้ำยาป้องกันปกคลุมพื้นที่ได้ 100% และระบบวางท่อหัวฉีด 180 องศา ทุกระยะ 0.50 ม.

สุทิยากล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยจะตื่นตัวป้องกันกำจัดปลวกในตัวบ้านและอาคารสิ่งปลูกสร้างล่วงหน้ามากนัก แต่มักจะใช้วิธีแก้ไขปัญหาหลังจากปลวกเข้าไปทำลายโครงสร้างอาคารหรือตัวบ้านจนเกิดความเสียหายไปแล้ว จึงต้องพยายามสร้างความเข้าใจให้หาทางป้องกันแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนปลูกสร้างบ้าน โดยเฉพาะการวางรากฐานโครงสร้าง เนื่องจากทุกพื้นที่มีความเสี่ยงที่จะประสบปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเข็ม ตอม่อ คาน ท่อประปาที่ไม่ได้มาตรฐาน รอยแยกของตัวอาคาร รวมทั้งการสั่นสะเทือนใต้ดิน พร้อมกับรับประกันผลงานในระดับมาตรฐานนานาชาติเป็นระยะเวลานานถึง 3 ปี 

ส่วนแนวโน้มธุรกิจนี้สุทิยากล่าวว่า ตลาดกำจัดปลวกและแมลงจะเติบโตตามการขยายตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 2553 บริษัทจะตอกย้ำคุณภาพมาตร-ฐานของ “แซนฮอส” ซึ่งเป็นระบบการกำจัดปลวกที่ได้มาตรฐานระดับสากล 

“เราเพิ่งเปิดมาได้แค่ 2 ปี จึงต้องต่อยอดทำการตลาด ด้วยการทำเว็บไซต์ใหม่ เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจง่ายขึ้น รวมถึงการมองหาช่องทางตลาดใหม่ อาทิ ในกลุ่มตลาดคอนโด-มิเนียม ซึ่งขณะนี้เราได้ศึกษาปัญหาของคอนโดมิเนียมพบว่าความเสียหายส่วนใหญ่มักเกิดจากปลวกมาจากพื้นที่ส่วนกลาง แล้วลุกลามเข้าสู่ห้อง การแก้ปัญหาที่ผ่านมาต่างคนต่างแก้ แต่ไม่ได้แก้จากต้นต่อหรือพื้นที่ส่วนกลาง เราจึงพยายามเข้าไปทำความเข้าใจกับนิติบุคคลโครงการต่างๆ” 

ปัญหาคอนโดฯ ที่ผ่านมาหากปล่อยทิ้งไว้มันสะสม แล้วแก้ไม่หาย ต้องได้รับความร่วมมือกับเจ้าของโครงการคอนโดเนียมด้วย ซึ่งจริงๆ เราอาจทำการประชาสัมพันธ์ร่วมกันในลักษณะ คอนโดฯ ปลอดปลวก ประกันทุก 3 ปี เมื่อเทียบสัดส่วนค่าใช้จ่ายกับมูลค่าโครงการคอนโดฯเพียง 0.1% เท่านั้น ตอนนี้เรากำลังเจรจา 2-3 โครงการ 

นอกจากนี้ ในส่วนของราชการ เราก็ได้เข้าไปเจรจากับทาง บรรษัทบริหารเงินทุนกรุงเทพพาณิชยการหรือ (บสก.) ซึ่งเราเข้าไปให้รายละเอียด เพื่อให้ทราบถึงการกำจัดปลวกที่ได้มาตรฐานระดับสากล ซึ่งถ้าหากเลือกใช้บริการมั่นใจว่าการกำจัดปลวกดังกล่าวจะเป็นจุดขายสามารถระบายทรัพย์สินให้กับทางบสก.ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากลูกค้าที่ซื้อทรัพย์สินของ บสก.จะมีความมั่นใจ ซึ่งปัญหาของบ้าน มือสองหรือบ้านทิ้งร้างส่วนใหญ่ลูกค้ามักหวั่นเกรงปัญหานี้ 

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่มักใช้ราคาเป็นตัวตัดสินในการเลือกใช้บริการ การที่จะเข้าไปให้บริการกำจัดปลวกต้อง เสนอราคาที่ต่ำเพื่อให้เข้าถึงโครงการเหล่านั้น ขณะเดียวกันยังพบว่าโครงการจัดสรรได้พยายามควบคุมค่าใช้จ่าย และมีการกำหนดราคาให้แก่ผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการที่ต่ำกว่าต้นทุน หากจะมาพิจารณาถึงความเสียหายที่เกิดจากการได้รับบริการกำจัดปลวกไม่ได้มาตรฐานนั้น พบว่าจะสูงมาก ซึ่งเรื่องนี้ ผู้บริโภคไม่เคยได้รับรู้ว่า กำลังถูกหลอก และต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในอนาคต อีก 


ที่มา Siamturakij media
2016-07-29 00:00:00
จำนวนเปิด 469